ประโยค (ภาษา)

ประโยค หมายถึงหน่วยหนึ่งของภาษา ที่มีความสมบูรณ์โดยเป็นการแทนความหมายของสภาพ จะประกอบด้วยสองส่วนเป็นอย่างน้อย คือภาคประธานและภาคแสดง การประกอบจะประกอบคำซึ่งมีสองคำหลักทำหน้าที่เป็นคำนามในภาคประธาน และคำกริยาในภาคแสดง โดยมากจะยึดหลักที่ว่า ประโยคสมบูรณ์ จะต้องประกอบด้วยกริยาแท้อย่างน้อยหนึ่งตัว เช่น ฝนตกหนัก ฉันไปทำงาน เป็นต้น

ประเภทของประโยค

ประโยคเพื่อการสื่อสาร

  • ประโยคบอกเล่า เป็นประโยคที่ใช้บรรยาย ให้ผู้อื่นเข้าใจในสารโดยไม่มีจุดประสงค์อื่น เช่น ดวงอาทิตย์มักขึ้นทางทิศตะวันออก หรือ English is fun.
  • ประโยคคำถาม เป็นประโยคที่ให้ผู้รับสาร ส่งสารตอบกลับมาอันเกี่ยวเนื่องกับประโยค โดยการตั้งคำถาม มักประกอบด้วย ปุจจฉาสรรพนาม หรือ การใช้ Question Tag เช่น ใครเป็นผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ หรือ Is today very hot? Today is very hot, isn’t it?
  • ประโยคปฏิเสธ อาจนับเป็นประโยคบอกเล่าชนิดหนึ่ง โดยผู้ส่งสารมักจะเน้นในการปฏิเสธมากกว่า โดยเติมคำว่า ไม่ เช่น วิกิพีเดียไม่ ต้องการการก่อกวน หรือ You cannot blank an article without a discussion.เป็นต้น
  • ประโยคขอร้อง เป็นประโยคที่ต้องการให้ผู้รับสาร เต็มใจทำตาม มักมีการเติมคำขอร้อง เช่น กรุณารักษามารยาทในหน้าพูดคุย หรือ Please donate! เป็นต้น (ประโยคขอร้อง อาจเรียกได้อีกว่า ประโยคชักชวน)
  • ประโยคคำสั่ง เป็นประโยคที่ต้องการสื่อให้ผู้รับสาร ทำตาม (โดยไม่เน้นถึงความคิดของผู้รับสาร) เช่น นั่งลงเดี๋ยวนี้! Go away!
  • ประโยคอุทาน เป็นประโยคที่มีจุดประสงค์พิเศษเหนือกว่าประโยคบอกเล่าโดยต้องการให้ผู้รับสารเข้าใจถึง อารมณ์ของประโยคด้วย หรือแสดงอารมณ์ ความรู้สึกโดยตรง เช่น อากาศช่างร้อนเสียนี่กระไร How hot it is!
  • ใช้รูปแบบการสร้างประโยคเป็นเกณฑ์

  • ประโยคความเดียว หมายถึงประโยคที่มีภาคประธานและภาคแสดงเพียงอย่างละหนึ่งอัน ไม่สามารถแยกออกเป็นสองประโยคย่อยได้ เช่น วิกิพีเดียเป็นสารานุกรมเสรี , ฝนตกบางพื้นที่ , ไฟดับเร็ว , น้ำไหลริน
  • ประโยคความรวม หมายถึงประโยคที่ประกอบด้วยประโยคความเดียวตั้งแต่สองประโยคขึ้นไป โดยมีสันธานเป็นตัวเชื่อม เช่น ถึงเขาจะมีอิทธิพลมาก แต่ผมก็ไม่กลัว , ตำรวจและทหารช่วยกันจับผู้ก่อการร้ายที่ชายแดน
  • ประโยคความซ้อน หมายถึงประโยคที่ประกอบตั้งแต่สองประโยคย่อยขึ้นไป ซึ่งประโยคหนึ่งทำหน้าที่ขยายประโยคหนึ่ง ทำให้มีลำดับความสำคัญ (priority) ไม่เท่ากัน เช่น คนร้ายที่ฉกทองเมื่อวานนี้โดนจับไปแล้ว , เธออดอาหารเพื่อลดความอ้วน
  • ใช้รูปแบบการเรียงคำในประโยคเป็นเกณฑ์

    โดยพิจาณา ณ ประโยคความเดียว หรือประโยคย่อยใดๆ จะเห็นว่ามีรูปแบบการเรียงคำให้เป็นประโยค แตกต่างกันดังนี้

    • ประโยคกรรตุ เป็นประโยคที่มีประธานขึ้นก่อน เช่น รถวิ่งเข้าชนเสาไฟฟ้า
    • ประโยคกรรม หรือ กรรมวาจก เป็นประโยคที่มีกรรมขึ้นก่อน เช่น เสาไฟฟ้าโค่นรถวิ่งเข้าชน
    • ประโยคกริยา เป็นประโยคที่มีกริยาขึ้นก่อน เช่น มีกระท่อมหลังหนึ่งอยู่ในป่าใหญ่
    • ประโยคการิต เป็นประโยคที่มีกรรมรับ กรรมรอง เช่น แม่ใช้ให้นิดไปซื้อของ

    ประโยคสองส่วนและประโยคสามส่วน

  • ประโยคสองส่วน ประกอบไปด้วย ประธาน กริยา หรืออาจมีส่วนขยาย (คำวิเศษณ์) เพิ่มเติมมาก็ได้
  • ประโยคสามส่วน ประกอบไปด้วย ประธาน กริยา และกรรม (กรรมคือส่วนที่เพิ่มมาจากประโยคสองส่วน) อาจมีส่วนขยาย (คำวิเศษณ์) เพิ่มเติมมาก็ได้
  • คำบอกท่าทางของแต่ละประโยค

    มักจะเป็นคำลงท้าย เช่นล่ะ นะ สิ ตัวอย่างประโยค เช่น

    • คุณไปเที่ยวมานะสิ
    • หนูไม่ชอบอะไรล่ะ
    • เรียกเขามาหน่อยล่ะ

    การใช้คำในประโยคให้ถูกเหตุการณ์ (บุคคล)

    ในการใช้ประโยคต้องใช้คำให้ถูกและเหมาะสมต่อบุคคล เช่น (ยกตัวอย่างที่ผิด)

    * คุณครูสมชายครับ อาจารย์ใหญ่ให้ตามครูไปพบท่านเดี๋ยวนี้เลยครับ

    -คำที่เป็นตัวหนา ที่ถูกต้องต้องเป็น เรียนเชิญคุณครู จะได้ความใหม่ว่า “คุณครูสมชายครับ อาจารย์ใหญ่ให้เรียนเชิญคุณครูไปพบท่านเดี๋ยวนี้เลยครับ”

    About these ads
    ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

    ใส่ความเห็น

    Fill in your details below or click an icon to log in:

    WordPress.com Logo

    You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Twitter picture

    You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Facebook photo

    You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Google+ photo

    You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Connecting to %s